วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557





บันทึกอนุทิน
ครั้งที่ 7
วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ.2557

ลมคืออะไร?
   ลม(Wind)  คือ อากาศที่เคลื่อนที่


กังหัน Turbine

สามารถสังเกตุเห็นดังนี้
แถวที่1และแถวที่2 ตัดกระดาษผ่าครึ่งลงไปครึงของครึ่งกระดาษ สังเกตุเห็นได้ว่าเมื่อทดลองโยน กังหันตกถึงพื้นเร็ว เพราะ 1.การตัดกระดาษ 2.แรงที่โยน 3.วิธีการโยน 
แถวที่3 ตัดกระดาษลงมาถึงครึ่งกระดาษ สังเกตุเห็นได้ว่าเมื่อทดลองโยน กังหันตกถึงพื้นช้าลง เพราะ 1.การตัดกระดาษ 2.แรงที่ใช้โยน 3.วิธีการโยน
แถวที่4 ตัดกระดาษตามใจชอบ สังเกตุเห็นได้ว่าเมื่อทดลองโยน มีรูปแบบการตัดกระดาษที่แตกต่าง การลงของกังหันก็เลยแตกต่างกัน เพราะ 1.กาตัดกระดาษ 2.แรงที่โยน 3. วิธีการโยน
สรุปจากกิจกรรม
   ถ้าตัดกระดาษที่แตกต่าง ก็จะเกิดรูปแบบที่แตกต่างกัน กังหันลงพื้นช้า เพราะอากาศต้านปีกของกังหัน



คิดวิธีการเล่น
     นำสิ่งประดิษฐ์ตัวนี้ มาห้อยคอแล้วดึงเชือกจากข้างล่างขึ้นมาเรื่อยๆ โดยให้เชือกข้างล่างขยายขนาดออกเรื่อยๆ สิ่งประดิษฐ์ก็จะเลื่อนขึ้น แต่ถ้าจะลงละ ก็ต้องค่อยๆหุบเชือกเข้า แล้วชักซ้ายขวา สามารถเปรียบกับหนึ่งสิ่งได้ที่เราเห็นมาแต่เด็กเหมือนกับเราชักเสาธงนั่นเอง

บทความ
1.สะกิดให้ลูกคิดแบบวิทยาศาสตร์
  ขั้นตอนการคิดแบบวิทยาศาสตร์
   1.การมีส่วนร่วม Participation
   2.สำรวจ Survey ให้เด็กค้นหาความรู้ด้วยตนเอง
   3.อธิบาย Description  ให้วิเคราะห์ สำรวจ ตรวจสอบจากขั้นที่2 ให้เด็กอธิบายตามความเข้าใจของตนเอง
   4.รายละเอียด Details ขยายความรู้ในสิ่งที่เรียนรู้
   5.ประเมิน Assessment  ตรวจสอบสิ่งที่เรียนรู้
2.สนุกสนานจากการเรียนรู้จากทุกวิชา จากไก่และเป็ด ของเด็กปฐมวัย บูรณาการวิทย์-คณิตศาสตร์
   1.ขั้นนำ ทำท่าไก่ ร้องเพลง ฟังนิทาน
   2.ขั้นสอน ตั้งคำถามเชิงวิทยาศาสตร์ เป็ด และ ไก่ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
   3.ขั้นสรุป ให้เด็กค้นหาคำตอบด้วยตนเอง หรือสรุปคำตอบนั้นด้วยตนเอง
3.เทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์
   ส่งเสริมให้เด็กผึกการสังเกตุ ค้นหาข้อมูล และหาคำตอบด้วยตนอง 
   การปลูกฝังให้เด็กมีความสนุกสนานกับวิทยาศาสตร์ ควรสร้างให้เด็กมีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ และให้เด็กลงมือกระทำ และสังเกตุสิ่งที่ทำ ค้าหาข้อมูล และหาคำตอบด้วยตนเอง ควรจัดให้บูรณษการเข้ากับวิชาอื่นๆ พาเด็กออกไปเปลี่บยบรรยากาศให้พบกับวิทยาศาสตร์จริงๆ เช่น ออกไปดูต้นไม้ ต้นหญ้า ดอกไม้ และอื่นๆอีกมากมายนอกห้องเรียน ไปพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ หรือจะให้เด็กทำสิ่งประดิษฐ์ง่ายๆด้วยตนเองก็ได้
4.หลักสูตรวิทยาศาสตร์ปฐมวัย
5.ส่งเสริมกระบวนการคิดวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก

การนำไปประยุกต์ใช้
    จากบทความสามารถนำกิจกรรมที่เพื่อนนำเสนอไปจัดกิจกรรมในห้องเรียนได้จริง และยึดหลักหรือขั้นตอนต่างๆที่เพื่อนนำเสนอก็ได้
ประเมินตนเอง
    พัณนาตนเองให้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาการเรียนมากกว่านี้
ประเมินเพื่อน
    เพื่อนในห้องเรียนมีความตื่นตัวในการเรียนตลอดเวลาเพราะอาจารย์สอนโดยการใช้คำถามตลอดเวลา เพื่อนๆสามารถระดมความคิดในการตอบคำถามของอาจารย์จนสามารถตอบอาจารย์ได้ถูกต้องที่สุด
ประเมินอาจารย์
    อาจารย์ใช้ความถามในการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษาได้ระดมความคิดในการตอบคำถามได้คำตอบที่ถูกต้องที่สุด
เทคนิคการสอน 
    1.การใช้คำถามเพื่อระดมความคิด
    2.บทความ พูด อธิบาย วิเคราะห์บทความ











บันทึกอนุทิน
ครั้งที่ 6
วันอังคาร ที่ 23 กันยายา พ.ศ.2557




เนื้อหาที่เรียน
-การที่เด็กลงมือกระทำด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เรียกว่า วิธีจัดการเรียนรู้
-พัฒนาการ คือ ความสามารถของเด็ก
-การแสดงพัฒนาการ คือ คุณลักษณะ
-ภาพรวมของเด็ก คือ ธรรมชาติของเด็ก
-เครื่องมือของการรวบรวมข้อมูล คือ ประสาทสัมผัสทั้ง 5
-เด็กต้องลงมือกระทำ เด็กถึงจะเกิดการเรียนรู้

6 กิจกรรม


กิจกรรมที่ทำในห้อง





บทความ
1.สอนลูกเรื่องพืช
  -ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย
     เลียนแบบการเคลื่อนไหวของต้นไม้
  -ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
     ลดความตึงเครียด สนุกสนาน
  -ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม
     ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน และสามารถทำได้ด้วยตนเอง
  -ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา
     คณิตศาสตร์ เด็กได้นับจำนวนของต้นไม้ จำแนกประเภทของต้นไม้ แยกขนาด รูปร่างต้นไม้ได้
     วิทยาศาสตร์ เด็กได้สังเกตุ การจัด ว่าต้นไม้ต้องวางในที่มีแสงต้นไม้ถึงจะเจริญเติบโต
2.เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านนิทาน
  เรียนรู้จากการเชื่อมโยงจากนิทานสู่วิทยาศาสตร์ ในเรื่องของภาษา คำพูด เสียง เรื่องราวสิ่งรอบตัว โดยการเล่านิทานให้สนุกสนานน่าสนใจ
3.แนวทางสอนคิดวิทยาศาสตร์ให้เด็กปฐมวัย 
  แนวทางการสอนเพื่อให้เด็กสนใจ ครูควรเลือกเรื่องการสอนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ด้วยวิธีการสอนให้เด็กสนใจ วิทยาศาสตร์ คือ กระบวนการเรียนรู้ ,การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คือ การเรียนรู้สิ่งรอบตัว โดยให้เด็กตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งรอบๆตัวเด็ก
  แนวปฏิบัติในการสืบเสาะหาความรู้ของเด็ก
    1.ตั้งคำถามให้เด็กเกิดกระบวนการคิด
    2.การหาคำตอบ
    3.หาความรู้เพิ่มเติม
    4.นำเสนอ อภิปราย
    5.นำสิ่งที่นำเสนอไปเชื่อมโยงกับหลักการวิทยาศาสตร์
4.การทดลองวิทยาศาสตร์สนุกๆของเด็ก
  เด็กเกิดการเรียนรู้ในการแก้ปัญหา โดยการสังเกตุ จำแนก สื่อความหมาย การวัด การทดลอง โดยผ่านการทำกิจกรรมการทำรุ้งกินน้ำ ครูจัดกิจกรรมให้เด็กด้วยการหาสีรุ้ง รูปรุ้ง แล้วให้เด็กผสมสีเพื่อให้เกิดเป็นสีรุ้ง และให้เด็กทำตามกระบวนการของวิทยาศาสตร์


การนำไปประยุกต์ใช้
    จากบทความสามารถนำกิจกรรมที่เพื่อนนำเสนอไปจัดกิจกรรมในห้องเรียนได้จริง
ประเมินตนเอง
    พัฒนาตนเองเพื่อให้มีความรู้และสามารถผู้อื่นถามมาเราสามารถตอบได้
ประเมินเพื่อน
    เพื่อนในห้องเรียนมีความตื่นตัวในการเรียนตลอดเวลาเพราะอาจารย์สอนโดยการใช้คำถามตลอดเวลา เพื่อนๆสามารถระดมความคิดในการตอบคำถามของอาจารย์จนสามารถตอบอาจารย์ได้ถูกต้องตามที่สุด
ประเมินอาจารย์
    อาจารย์ใช้ความถามในการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษาได้ระดมความคิดในการตอบคำถามได้คำตอบที่ถูกต้องที่สุด
เทคนิคการสอน
     1.ใช้คำถาม เพื่อระดมความคิด
     2.บทความ พูด อธิบาย วิเคราะห์บทความ




บันทึกอนุทิน
ครั้งที่ 5
วันอังคาร ที่ 16 กัยยายน พ.ศ.2557



สรุปเรื่องความลับของแสง


         


           แสง คือ คลื่นชนิดหนึ่งและมีพลังงานการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความยาวคลื่นที่สายตามนุษย์มองเห็น หรือบางครั้งอาจรวมถึงการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความยาวคลื่นตั้งแต่รังสีอินฟราเรดถึงรังสีอัลตราไวโอเลตด้วย
       
 สมบัติพื้นฐานของแสง และของการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าทุกช่วงคลื่น ได้แก่

  • ความเข้ม (ความสว่างหรือแอมพลิจูด ซึ่งปรากฏแก่สายตามนุษย์ในรูปความสว่างของแสง)
  • ความถี่ (หรือความยาวคลื่น ซึ่งปรากฏแก่สายตามนุษย์ในรูปสีของแสง) และ
  • โพลาไรเซชัน (มุมการสั่นของคลื่น ซึ่งโดยปกติมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้)

ความเร็วของแสง  
        การวัดความเร็วของแสงบนโลกนั้นกระทำสำเร็จเป็นครั้งแรกโดย Hippolyte Fizeau ในปี ค.ศ. 1849 เขาทำการทดลองโดยส่องลำของแสงไปยังกระจกเงาซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันเมตรผ่านซี่ล้อ ในขณะที่ล้อนั้นหมุนด้วยความเร็วคงที่ ลำแสงพุ่งผ่านช่องระหว่างซี่ล้อออกไปกระทบกระจกเงา และพุ่งกลับมาผ่านซี่ล้ออีกซี่หนึ่ง จากระยะทางไปยังกระจกเงา จำนวนช่องของซี่ล้อ และความเร็วรอบของการหมุน เขาสามารถทำการคำนวณความเร็วของแสงได้ 313,000 กิโลเมตร ต่อ วินาที

การหักเหของแสง
        เมื่อแสงวิ่งผ่านตัวกลางโปร่งใสเช่น อากาศ น้ำ หรือ แก้ว ความเร็วแสงในตัวกลางจะลดลงซึ่งเป็นเหตุให้เกิดปรากฏการณ์การหักเหของแสง คุณลักษณะของการลดลงของความเร็วแสงในตัวกลางที่มีความหนาแน่นสูง
         เมื่อลำแสงวิ่งผ่านเข้าสู่ตัวกลางจากสุญญากาศ หรือวิ่งผ่านจากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่ง แสงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงความถี่ แต่เปลี่ยนความยาวคลื่นเนื่องจากความเร็วที่เปลี่ยนไป ในกรณีที่มุมตกกระทบของแสงนั้นไม่ตั้งฉากกับผิวของตัวกลางใหม่ที่แสงวิ่งเข้าหา ทิศทางของแสงจะถูกหักเห ตัวอย่างของปรากฏการณ์หักเหนี้เช่น เลนส์ต่างๆ ทั้งกระจกขยาย คอนแทคเลนส์ แว่นสายตา กล้องจุลทรรศน์ กล้องส่องทางไกล

สีของแสง
          การมองเห็นสีของแสงแต่ละสีนั้น ถูกจับด้วยดวงตาของมนุษย์และแปลงผลด้วยสมองของมนุษย์ให้เป็นสีต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความยาว ความถี่ของคลื่น และการผสมกันเองของสีแต่ละแสง ซึ่งสีพื้นฐานหรือเรียกว่า สีปฐมภูมิ ได้แก่สีแดง เขียว น้ำเงิน อีกแบบนึงคือสีทุติยภูมิคือแสงที่มีสองสีมาผสมกันให้เกิดอีกสี (ส่วนแสงสีขาวเกิดจากการผสมของแสงปฐมภูมิทั้งสามสี)

การสะท้อนของแสง
          เป็นปรากฏการณ์ที่แสงเดินทางจากตัวกลางหนึ่งมายังอีกตัวกลางหนึ่ง ทำให้แสงตกกระทบกับตัวกลางใหม่ แล้วสะท้อนกลับไปตัวเดิม

  • รังสีตกกระทบ (รังสีของแสงที่พุ่งเข้าหาวัตถุ)
  • รังสีสะท้อน (รังสีของแสงที่พุ่งออกจากพื้นผิวของวัตถุ)
  • เส้นปกติ (เส้นที่ลากตั้งฉากกับพื้นผิวของวัตถุตรงจุดที่แสงกระทบ)
  • มุมตกกระทบ (มุมที่รังสีตกกระทบกับเส้นปกติ)
  • มุมสะท้อน (มุมที่รังสีสะท้อนกับเส้นปกติ)

การมองเห็นวัตถุ
           การมองเห็นวัตถุต่างๆเกิดจากการที่แสงไปตกกระทบกับสิ่งต่างๆแล้วสะท้อนกลับมาที่ตาเรา ผ่านเข้าม่านตาทำให้เกิดภาพบนจอที่อยู่ด้านหลังลูกตา ข้อมูลจะถูกส่งไปตามเส้นประสาทและสมองจะแปลงข้อมูลเป็นภาพของวัตถุนั้นๆ

การเกิดเงา




          เมื่อแสงตกกระทบวัตถุทึบแสง แสงไม่สามารถผ่านทะลุวัตถุ จึงทำให้เกิดเงาของวัตถุบนฉาก
ทางด้านที่แสงไม่ได้ตกกระทบ เช่น คนเป็นวัตถุทึบแสง ดังนั้นเมื่อยืนอยู่กลางแสงแดดจะเกิดเงาบนพื้นของคนที่ยืนเพราะคนกั้นทางเดินของแสง ทำให้แสงส่องไปไม่ถึงพื้น  เงา คือ บริเวณมืดหลังวัตถุที่เกิดจากวัตถุที่เป็นตัวกลางทึบแสงมาขวางกั้นทางเดินของแสง แบ่งได้ 2 ชนิด คือ 
  1. เงามืด คือ เงาในบริเวณที่ไม่มีแสงผ่านไปถึง ทำให้บริเวณนั้นมืดสนิท
  2. เงามัว คือ เงาบริเวณที่มีแสงบางส่วนผ่านไปถึง และทำให้บริเวณนั้นมืดไม่สนิท

การนำไปประยุกต์ใช้
          จากการชม วีดีโอ เรื่องความลับของแสง ครูสามารถนำความลับเรื่องแสง มาดัดแปลงจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยได้ เช่น การนำแผ่นซีดีมาส่องกับแสงแดด แล้วให้กระทบกับผนังกำแพง ให้เด็กเห็นแสงที่ปรากฏ หรือเรื่องเงา ครูและเด็กออกไปยืนการแจ้ง ให้เกิดเป็นเงาของเด็กเอง
ประเมินตนเอง
          จากการชมวีดีโอ เรื่องความลับของแสง ทำให้ได้ความรู้หลายอย่างเกี่ยวกับแสง เรื่องบางอย่างเกี่ยวกับแสง ยังไม่รู้ พอได้ชมวีดีโอ ทำให้มีความรู้เพิ่มขึ้นมาก
ประเมินเพื่อน
          ในห้องเรียนเพื่อนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียน นั่งฟังอาจารย์บรรยายให้ความรู้ ระดมความคิดตอบคำถามที่อาจารย์ถามได้ดี
ประเมินอาจารย์
          อาจารย์สอนด้วยวิธีถามคำถาม กระตุ้นให้นักศึกษาตื้นตัว และพร้อมตอบความถามตลอดเวลา เพื่อเป็นผลดีต่อนักศึกษา จะได้รับความรู้ที่ถูกต้อง และเป็นความจริง




วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557




บันทึกอนุทิน
ครั้งที่ 4
วันอังคาร ที่ 9 กัยยายน พ.ศ. 2557


  บทความ

      1. ของเล่นวิทยาศาสตร์ (Science Toys)
         มีของเล่นที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ โดยผ่านการทดลองจากทฤษฎีหลายๆทฤษฎี กิจกรรมสนุกคิดกับของเล่นวิทยาศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนได้ทดลองของเล่นจากเศษวัสดุเหลือใช้มาทดลองจากทฤษฎีต่างๆ ให้นักเรียนค้นคว้าหาความรู็โดยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ให้เรียนรู้ผ่านการเล่น
      2.ทำยังไงให้ลูกสนใจวิทยาศาสตร์ (Do your children interested in science?)
        พ่อแม่ควรสนใจในคำถามที่แสดงออกมาว่าเป็นคำถามที่่อยากรู้อยากเห็น พ่อแม่อาจจะทำให้ลูกสนใจวิทยาศาสตร์ได้ง่ายๆ ด้วยการผ้านสื่อต่างๆ เช่น หนังสือการ์ตูนที่เกี่ยวกับวทยาศาสตร์การทดลองแบบที่เขาสามารถเรียนรู้เข้าใจได้ไม่ยาก หรือสื่อสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ หรือพ่อแม่จะพาลูกไปเห็นของจริงเลยก็ได้ ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เพื่อสร้างความตื่นเต้น และกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเด็กได้
      3.วิทย์-คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย (Science - Mathematics for Early Childhood)
        ครูเป็นผู้จัดกิจกรรมให้กับเด็ก เพื่อให้เด็กได้ลงมือกระทำ/ทดลอง จากนั้นให้เด็กสังเกตุจากสิ่งที่เขาได้ทำ/ทดลอง หลังจากนั้นครูควรตั้งคำถามให้เด็กเกิดการคิดแล้วให้เด็กตอบตามความเข้าใจของเด็กเอง
      4.เมื่อลูกน้อยเรียนรู้วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ผ่านเสียงดนตรี (When children learn science - mathematics. Through music)
        พ่อแม่อาจจะนะไม้2ชิ้นมาตีกันให้ลูกฟัง หรือจากเสียงดนตรี แล้วเปิดโอกาสให้ลูกถาม จากนั้นพ่อแม่ค่อยตอบคำถามที่ลูกถาม
      5.การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย (The science of early childhood learning)
        ให้เด็กลงมือปฏิบัติจริงโดยมีครูให้คำแนะนำ และการทดลองวิทยาศาสตร์นั้นควรจัดให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก ครูอาจจัดกิจกรรมให้เด็กสำรวจสิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก ให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง5 และพัฒนาการของเด็กที้ง4ด้าน ผ่านการตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบ หรือเป็นคำถามที่ต่อยอดความคิดของเด็กก็จะได้ผลที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ทักษะวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย
แนวคิดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์
1.การเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งบนโลกนี้มการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
2.ความแตกต่าง ทุกอย่างมีความแตกต่างกัน แต่ก็ยังมีความคล้ายคลึงกัน
3.การปรับตัว ปรับตามสภาพอากาศ สิ่งแวดล้อม สังคมที่เปลี่ยนไป ปรับเพื่อความอยู่รอดของชีวิต
4.การพึ่งพาอาศัย บางสิ่งบางอย่างมีการพึ่งพาอาศัยกัน เช่น ควายกับนกเอี้ยง ควายได้ประโยช์จากนกเอี้ยงที่นกเอี้ยงหาเห็บให้ นกเอี้ยงได้ประโยชน์จากควายโดยได้กินเห็บจากควาย แต่มีบางอย่างที่พึ่งพากันฝ่ายเดียว เช่น เหาฉลามกับฉลาม กล้วยไม้กับต้นไม้ใหญ่
5.ความสมดุล โลกต้องมีความสมดุล เพื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลงน้อย แต่ทุกวันนี้ความสมดุลอาจจะน้อยเพราะเราสามารถเห็นได้จากการเปลี่ยนของโลก ณ ปัจจุบันนี้ได้

การศึกษาวิธีการทางวิทยาศาสตร์
1.ขั้นกำหนดปัญหา
2.ขั้นตั้งสมมติฐาน
3.ขั้นรวบรวมข้อมูล
4.ขั้นลงสรุป

เจตคติทางวิทยาศาสตร์
1.ความอยากรู้อยากเห็น
2.ความเพียรพยายาม
3.ความมีเหตุผล
4.ความซื่อสัตย์
5.ความมีระเบียบและรอบคอบ
6.ความใจกว้าง

ความสำคัญและประโยชน์ของวิทยาศาสตร์
ความสำคัญของวิทยาศาสตร์
-ตอบสนองควมต้องกาของเด็ก
-พัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์
-เสริมสร้างประสบการณ์

ประโยชน์ของวิทยาศาสตร์ 
    วิทยาศาสตร์มีประโยชน์ต่อมนุษย์และมีบทบาทสำคัญต่อการ พัฒนาประเทศ ผลของการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวโยงกับความเจริญในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์ การสื่อสารคมนาคม การเกษตร การศึกษา การอุตสาหกรรม การเมือง การเศรษฐกิจ ฯลฯ สรุปได้ดังนี้
      -วิทยาศาสตร์ช่วยให้มีความสามารถในสังคม ในสังคมที่มีสิ่งแวดล้อมทางวิทยาศาสตร์ บุคคลที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จะเป็นผู้มีความสามารถ และมีความสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนและสังคม
      -วิทยาศาสตร์ช่วยแนะแนวอาชีพ วิทยาศาสตร์ก่อให้เกิดอาชีพหลายสาขา และเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต
      -วิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดความเจริญทางร่างกายและจิตใจ การได้รับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งทางด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ อนามัย อาหาร การดำรงชีวิต จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตและมีสุขภาพแข็งแรง
      -วิทยาศาสตร์ช่วยให้เป็นผู้บริโภคที่สามารถ หมายถึง การตัดสินใจในการใช้สินค้าหรือบริการต่างๆ โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์
      -วิทยาศาสตร์ช่วยให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าเรื่องที่สนใจ
      -วิทยาศาสตร์ช่วยให้รู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์
      -วิทยาศาสตร์ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ


การนำไปประยุกต์ใช้
    จากบทความสามารถนำกิจกรรมที่เพื่อนนำเสนอไปจัดกิจกรรมในห้องเรียนได้จริง และยึดหลักทักษะทางวิทยาศาสตร์ในการสอนเด็กให้รู้ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยได้
ประเมินตนเอง
    เข้าใจบทความ และทักษะวิทยาศาสตร์ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กได้จริง
ประเมินเพื่อน
    เพื่อนในห้องเรียนมีความตื่นตัวในการเรียนตลอดเวลาเพราะอาจารย์สอนโดยการใช้คำถามตลอดเวลา เพื่อนๆสามารถระดมความคิดในการตอบคำถามของอาจารย์จนสามารถตอบอาจารย์ได้ถูกต้องที่สุด
ประเมินอาจารย์
    อาจารย์ใช้ความถามในการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษาได้ระดมความคิดในการตอบคำถามได้คำตอบที่ถูกต้องที่สุด
เทคนิคการสอน 
    1.การใช้คำถามเพื่อระดมความคิด
    2.บทความ พูด อธิบาย วิเคราะห์บทความ




บันทึกอนุทิน
ครั้งที่ 3
วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557



บทความ
1. วิทยาศาสตร์และการทดลอง
2. ภาระกิจตามหาใบไม้ 
3. เรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบบูรณาการ 
4. วิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก
5. การเป่าลูกโป่ง 

ธรรมชาติของเด็กปฐมวัย3-5ปี 
- พอใจคนที่ตามใจ
- มีช่วงความสนใจสั้น(5-10นาที)
- สนใจนิทานและเรื่องราวต่างๆ
- อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว
- ชอบที่จะทำใก้ผู้ใหญ่พอใจและได้รับคำชม
- ช่วยตนเองได้
- ชอบเล่นแบบคู่ขนาน
- พูดประโยคยาวสั้น


นักการศึกษา/หลักการแนวคิด
1.เพียเจต์ Piaget ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านความคิดของเด็กว่ามีขั้นตอนหรือกระบวนการอย่างไร ทฤษฎีของเพียเจต์ตั้งอยู่บนรากฐานของทั้งองค์ประกอบที่เป็นพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม เขาอธิบายว่า การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับขั้น พัฒนาการเป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ควรที่จะเร่งเด็กให้ข้ามจากพัฒนาการจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง เพราะจะทำให้เกิดผลเสียแก่เด็ก แต่การจัดประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงที่เด็กกำลังจะพัฒนาไปสู่ขั้นที่สูงกว่า สามารถช่วยให้เด็กพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เพียเจต์เน้นความสำคัญของการเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กมากกว่าการกระตุ้นเด็กให้มีพัฒนาการเร็วขึ้น เพียเจต์สรุปว่า พัฒนาการของเด็กสามารถอธิบายได้โดยลำดับระยะพัฒนาทางชีววิทยาที่คงที่ แสดงให้ปรากฏโดยปฏิสัมพันธ์ของเด็กกับสิ่งแวดล้อม 

2. จอห์น ดิวอี้ John Dewey เป็นผู้นำนักปราชญ์ผู้นี้มีความเชื่อว่าความอยู่รอดของสรรพสัตว์ (ซึ่งหมายถึงมนุษย์ด้วยนั้น) ย่อมขึ้นอยู่กับการปรับตัวของสิ่งนั้นๆ ความเชื่อนี้ได้มาจากชาร์ลส์ ดาวิน (Charles Darwin) เจ้าของทฤษฏีวิวัฒนาการซึ่งให้หลักไว้ว่าผู้ที่เหมาะสมที่สุดจะอยู่รอด (The Survival of the Fittest) ส่วนผู้ที่ไม่เหมาะสม ย่อมจะล้มหายตายจากไป จากความเป็นจริงข้อนี้ จอห์น ดิวอี้ จึงได้ยึดเอาเรื่อง “การปรับตัว” ให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมเป็นสรณะสำคัญ หรือเป็นแก่นแห่งการศึกษา จากแนวคิดเรื่องการปรับตัวนี้เอง จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) จึงเห็นค่ามนุษย์ย่อมมีปัญหาอยู่ตลอด ปัญหานั้นก็คือ การเผชิญต่อความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เป็นอยู่ทุกขณะนั่นเอง เมื่อมนุษย์ต้องพบปัญหาอยู่ตลอด การฝึกมนุษย์ให้แก้ปัญหาได้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะช่วยให้ขจัดปัญหาที่มาขัดขวางการดำเนินชีวิตได้ และชีวิตนั้นก็จะอยู่รอดตลอดไป 

3.สกินเนอร์ Skinner กับทฤษฏีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ (Operant Conditioning)โดยจากแนวความคิดที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งก่อให้เกิดพฤติกรรม และผลของการกระทำของพฤติกรรมนั้นโดยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมนั้น ทฤษฏีนี้เน้นการกระทำของผู้ที่เรียนรู้มากกว่าสิ่งที่ผู้สอนกำหนดขึ้น

4.เปสตาลอสซี่ Pestalzzi เชื่อว่าการศึกษาธรรมชาติถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนการสอน เปสตาลอซซี่มุ่งเน้นความคิดของการจัดหลักสูตรแบบบูรณาการ (integrated curriculum) ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาเด็ก อย่างเป็นองค์รวม เปสตาลอซซี่กล่าวว่าการจัดการศึกษาให้แก่เด็กควรรวมถึงการพัฒนาร่างกาย สติปัญญา และจิตใจ มีแนวคิดจากรุสโซตรงที่มุ่งเน้นการสอนเด็กเป็นกลุ่มมากกว่าการสอนเด็กเป็นรายบุคคล  นอกจากนั้น เปสตาลอซซี่ยังเป็นต้นความคิดในเรื่องการเตรียมความพร้อม และเห็นว่าเด็กไม่ควร ถูกบังคับให้เรียนรู้ด้วยการท่องจำ แต่ต้องให้เวลาแล้วประสบการณ์แก่เด็กในการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ รอบตนเอง เปสตาลอสซี่ได้เขียนหนังสือหลายเล่มเพื่อเน้นความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ และลูก เช่น “เกอร์ทรูดสอนลูกอย่างไร” (How Gertrude Teaches Her Children) และ “หนังสือสำหรับแม่” (Books for Mothers) และได้ออกแบบหลักสูตรชื่อ“ปาปา”(Papa) สำหรับลูกของตน ซึ่งจะให้คำแนะนำแก่พ่อแม่ในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก

5.เฟอร์เบล Froeble กล่าวว่าสิทธิของเด็กเล็ก คือ ความเป็นอิสระในการแสดงออกตามธรรมชาติ ครูเป็นเพียงผู้ชี้แนะไม่ใช่ผู้ออกคำสั่ง เฟรอเบลเป็นคนแรกที่กล่าวว่าการเล่นและเกมส์ต่าง ๆ เป็นเสมือนการเรียนจากประสบการณ์ หลักการของเฟรอเบล เด็กจะได้รู้จักความจริง ความยุติธรรม ความรับผิดชอบและความรู้จักคิดทำอะไรได้ด้วยตนเองจนเกิดความชำนาญ มิใช่ทำทุกอย่างตามที่ครูบอก ทำให้เด็กสามารถค้นหาเอกัตภาพของตนเองได้  

6.กีเซลล์ Gesell อธิบายถึงพัฒนาการทางกายที่มีรูปแบบที่แน่นอนและเป็นไปตามลำดับขั้น สภาพแวดล้อมมีส่วนช่วยส่งเสริมและต่อเติมพัฒนาการของเด็ก กีเซลล์ เน้นถึงการเติบโตและลักษณะของเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน ถึงแม้แบบแผนและขั้นตอนพัฒนาการจะเหมือนกัน พัฒนาการของเด็กเป็นกระบวนการที่ประสานสัมพันธ์กันทุกด้านทั้งร่างกาย จิตใจ ดังนั้นการพัฒนาเด็กจึงต้องพัฒนาไปพร้อมๆกันทุกด้าน ทฤษฎีพัฒนาการทางร่างกายของกีเซลมีส่วนในการจัดสภาพแวดล้อมและการจัดกิจกรรมให้แก่เด็กโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาเด็กให้ครบทุกด้าน


การนำไปประยุกต์ใช้
   นำทฤษฎีของนักนักทฤษฎีหลายๆ ทฤษฎี มาปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กปฐมวัยได้
ประเมินตนเอง
   ต้องศึกษาเนื้อหาการเรียนเพิ่มเติม เพื่อที่จะพัฒนาตนเองให้รู้มาก สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ได้จริง ในการจัดกิจกรรมต่างๆทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
ประเมินเพื่อน
 ตื่นตัวกับการเรียนในห้องเรียน ระดมความคิดในการตอบคำถามของอาจารย์
ประเมินอาจารย์
 ใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาได้คิด และเลือกคำตอบที่ถูกที่สุดมาตอบ
เทคนิคการสอน
 1.ใช้คำถาม เพื่อระดมความคิด
 2.บทความ พูด อธิบาย วิเคราะห์บทความ




บันทึกอนุทิน
ครั้งที่ 2
วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557




วิทยาศาสตร์
(science)


       -คือความพยายามของมนุษย์ที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสิ่งรอบตัวและตัวตนของตนเอง
       -ความพยายามเช่นนี้ติดตัวของมนุษย์มาตั้งแต่แรกเกิด ซึ้งสะท้อนให้เห็นจาดธรรมชาติของเด็กที่มีความอยากรู้อยากเห็นช่างสังเกตและคอยซักถามเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาเจอและบางครั้งก็เป็นคำถามที่ยากเกินกว่าผู้ใหญ่จะให้คำตอบ
       -การทำความเข้าใจกับสิ่งรอบตัว และตัวตนของตนเอง โดยการสังเกต และคอยซักถามเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาเจอช่วยเชื่อมโยงเกี่ยวกับเซลล์สมองของเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ เพราะส่งเสริมให้เด็กได้คิด เป็นการเตรียมเด็กให้สามารถเรียนรู้ได้มากขึ้นในวัยที่สูงขึ้น


    ถ้าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจในธรรมชาติของเด็ก

         -ปิดกั้นโอกาสทางการเรียนรู้ของเขาโดยการไม่ให้ความสนใจกับคำถาม
          -ไม่ให้ความสนใจกับการค้นพบแบบเด็กๆ
          -ไม่จัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่จะส่งเสริมและต่อยอดทักษะและแนวคิดที่ถูกต้องอย่างเหมาะสม



    ถ้าผู้ใหญ่เข้าใจในธรรมชาติของเด็ก

        -เปิดโอกาสทางการเรียนรู้ของเขาโดยการให้ความสนใจกับคำถาม
         -ให้ความสนใจกับการค้นพบแบบเด็กๆ
         -จัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่จะส่งเสริมและต่อยอดทักษะและแนวคิดที่ถูกต้องอย่างเหมาะสม


    สำหรับเด็กปฐมวัยที่เราควรต้องจัดบูรณาการ มีอยู่ 2 อย่าง

          1. คณิตศาสตร์ Mathematics
          2. ภาษา Language






บันทึกอนุทิน
ครั้งที่ 1
วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

     


      1. แนวการสอน Course Syllabus
            คำอธิบายรายวิชา
                ความหมาย ความสำคัญ แนวคิด ทฤษฎี และหลักการทางวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ รูปแบบการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย กรอบมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย การออกแบบ และวางแผนกิจกรรมบูรณาการประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย การผลิตสื่อวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย การใช้คำถามพัฒนาการคิด การใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การประเมินผลการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ บทบาทของครูและผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์
       
            ผลลัพธ์การเรียนรู้
              1.ด้านคุณธรรม จริยธรรม
              2.ด้านความรู้
              3.ด้านทักษะทางปัญญา
              4.ด้านทักษะความสามารถระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ
              5.ด้านทักษะวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
              6.ด้านการจัดการเรียนรู้

      2. การสร้างบล็กมีองค์ประกอบดังนี้
             1.ชื่อและคำอธิบายบล็อก
             2.รูปและข้อมูลผู้เรียน
             3.ปฏิทินและนาฬิกา
             4.เชื่อมโยง, บล็อกอาจารย์ผู้สอน, หน่วยงานสนับสนุน, แนวการสอน, งานวิจัยด้านคณิตศาสตร์, บทความ, สื่อ (เพลง, เกม, นิทาน, แบบฝึกหัด, ของเล่น)